ดูดวง

หมั่นทำความดี หมั่นสร้างบุญกุศลเพื่อลดกรรมเก่า แล้วชีวิตจะดียิ่งขึ้นไป

พฤษภาคม 19, 2552

ราศีแบบสายนะกับนิรายนะ

จริงๆแล้วโหราศาสตร์ทั้ง 2 ระบบมีจุดเริ่มต้นมาจากที่เดียวกันคืออาณาจักรบาบิโลน (ประมาณ 500 ปีก่อน ค.ศ. ใกล้เคียงกับยุคพระพุทธเจ้าในอินเดีย) เริ่มต้นแบ่งจักรราศีเป็น 12 ราศี ราศีละ 30 องศา ซึ่งเกี่ยวข้องกับชาวคาลเดียน (ตอนใต้ของบาบิโลน) ณ เวลาที่เริ่มต้นแบ่งจักรราศีเป็น 12 ส่วนเท่ากันนั้น จุดเมษทั้ง 2 ระบบอยู่ที่จุดเดียวกัน แต่ปัญหาใหญ่ของระบบนิรายนะคือ การกำหนดจุดเริ่มต้นของราศีเมษจากการสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าให้แน่นอนระดับลิปดาหรือพิลิปดาไม่ใช่เรื่องง่ายและที่สำคัญแต่ละสำนักก็อาจจะมีผลการคำนวณไม่ตรงกัน สังเกตได้จากค่าอยนางศที่มีค่าแตกต่างหลายสำนักในปัจจุบัน (อ่านบทความ อยนางศ โดย พล.อ.ต. ม.ร.ว. สุกษม เกษมสันต์ ใน web เสริมของคุณโรจน์จะทำให้เข้าใจมากขึ้น)

นักโหราศาสตร์ชาวกรีกจึงได้คำนวณจุดเมษจากจุดวสันตวิษุวัตแทน และอธิบายความหมายแต่ละราศีจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Tropical Astrology แต่ยังคงใช้ชื่อราศีเช่นเดียวกับระบบนิรายนะจากจุดนี้เองทำให้โหราศาสตร์แยกออกเป็น 2 สายชัดเจน โดยโหราศาสตร์สายนะจะส่งผ่านจากอาณาจักรกรีก-โรมัน มายังอาณาจักรอิสลาม อาณาจักรในยุโรป มาสู่โหราศาสตร์สายนะในปัจจุบัน ส่วนโหราศาสตร์นิรายนะเป็นที่นิยมในอินเดียและอาณาจักรที่รับอิทธิพลอินเดียเช่น ไทย พม่า ฯลฯ จนกระทั่งปัจจุบันความหมายของแต่ละราศีของสายนะจะเน้นที่ปรัชญาของฤดูกาล มากกว่าชื่อกลุ่มดาวประจำราศี เช่น ราศีเมษเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกเหนือ ดังนั้นจึงให้ความหมายของการเริ่มต้นใหม่ ฯลฯ

ประเด็นนี้ก็คือ ปรัชญาของโหราศาสตร์สายนะมาจากฤดูกาลและดวงดาวในสุริยจักรวาลเป็นหลัก จึงไม่ได้อธิบายด้วยกลุ่มดาวฤกษ์ซึ่งอยู่ไกลจากระบบสุริยะของเราเหลือเกิน ที่บอกว่าดาวฤกษ์บางดาวใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เสียอีก ผมคิดว่าความใหญ่ไม่ใช่ประเด็นเดียว จะต้องประกอบกับระยะทางด้วย เพราะดวงจันทร์ก็เล็กมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ แต่เพราะอยู่ใกล้โลกมากจึงมีอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก เช่น น้ำขึ้น น้ำลง ฯลฯแต่ผมไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของกลุ่มดาวฤกษ์ทั้งหมดนะครับ เพราะเห็นตำราโหราศาสตร์ตะวันตกพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน เช่น Fixed Stars and Their Interpretation ของท่าน Ebertin แต่ผมไม่เคยอ่าน เลยไม่สามารถให้ความเห็นเรื่องนี้ได้อีกประเด็นหนึงเกี่ยวกับระบบนิรายนะ คือดาวแต่ละกลุ่มราศีบนท้องฟ้าจริงไม่ได้กว้าง 30 องศาเท่ากันหมดนะครับ แต่อยู่ระหว่าง 18 ถึง 46 องศา

ดังนั้นจุดแบ่งระหว่างราศีก็เป็นประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตเช่นกันที่ยุ่งกว่านั้นอีก ก็คือ มีความพยายามจะเพิ่มราศีที่ 13 ขึ้นมา คือ กลุ่มดาว Ophiuchus อยู่ระหว่างราศีพิจิก กับธนู ความกว้างของราศีประมาณ 18.5 องศา (ถ้าพูดในเชิงดาราศาสตร์แล้ว ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ เว้นพลูโต จะโคจรผ่านกลุ่มดาวถึง 21 กลุ่มในจักรราศี)ที่ผมให้ข้อมูลมากมายไว้อย่างนี้ เพราะผมมีความเห็นว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง มีพัฒนาการไม่ต่ำกว่า 2,500 ปี นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกหลายท่านก็เป็นนักโหราศาสตร์เช่นเดียวกัน เช่น ปโตเลมี, โจฮัน เคปเลอร์, คาร์ล จุง, นิวตัน ฯลฯ ดังนั้น ถ้าสนใจโหราศาสตร์ ก็ควรจะศึกษาจากอาจารย์เป็นเรื่องเป็นราว การอ่านหนังสืออย่างเดียวให้ความรู้เพียงผิวเผิน โดยเฉพาะตำราภาษาอังกฤษมักเน้นการนำไปใช้งาน (Application) มากกว่าปรัชญา ทำให้คนอ่านจะไม่เข้าใจความลึกซึ้งของโหราศาสตร์คำอธิบายของอาจารย์หลายท่านที่มีต่อระบบโหราศาสตร์ทั้ง 2 ก็คือ ชอบหรือถนัดระบบใดก็ใช้ระบบนั้น ทั้ง 2 ระบบสามารถพยากรณ์ได้แม่นยำเหมือนกัน ขึ้นกับความสามารถของผู้พยากรณ์มากกว่าตัวระบบที่ใช้

อ้างอิง http://pongpunt.blogspot.com/2006/06/blog-post_22.html

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

ลิงก์ไปยังบทความนี้:

สร้างลิงก์

<< หน้าแรก